
บุกรุก มาตรา 362-365
องค์ประกอบความผิดแบ่งออกเป็น 2 กรณี
กรณีแรก เข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นเพื่อถือการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน กรณีนี้เป็นการรบกวนกรรมสิทธิ์
กรณีที่สอง เข้าไปกระทำการใดๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยปกติสุข กรณีนี้เป็นการรบกวนสิทธิครอบครอง (ฎ.1355/2504 ป.)
อสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นนั้น อาจเป็นที่ดินที่เอกชนมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองและรวมถึงที่ดินราชพัสดุซึ่งกระทรวงการคลังถือกรรมสิทธิ์ หรือที่ดินที่หน่วยงานรัฐถือกรรมสิทธิโดยเจาะจง หรือรัฐวิสาหกิจถือกรรมสิทธิ์ด้วย (ฎ.3002/2552, 681/2550)
ฏีกา 3002/2552
แม้ที่ดินที่เกิดเหตุจะเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดินอันเป็นที่ดินของรัฐ แต่การรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และเป็นทรัพย์สินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ มิใช่สาธารณะสมบัติของแผ่นดินที่เป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าหรือสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตาม ป.พ.พ. มาตรา1304(1) (2) ดังนั้นผู้เข้าไปยึดถือครอบครองอาจมีความผิดฐาน บุก รุกตาม ป.อ.มาตรา362, 365 แต่ความผิดฐาน บุก รุกเกิดขึ้นและสำเร็จแล้วในทันทีที่จำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุ ส่วนการที่จำเลยยึดถือครอบครองต่อมาเป็นเพียงผลของการบุก รุกเท่านั้น ไม่ใช่เป็นความผิดต่อเนื่องตราบเท่าที่จำเลยยังคงยึดถือครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุแต่อย่างใด
แต่บทบัติญัติมาตรา 362 มิได้รวมที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่รัฐมิได้ถือกรรมสิทธิ์โดยเจาะจงด้วย
ฎีกา 6300/2554
ที่ดินกรมชลประทานส่วนที่จำเลยบุก รุก เป็นที่ดินซึ่งกรมชลประทานกันไว้ใช้ทำประโยชน์เพื่อการชลประทานโดยทำเป็นอ่างเก็บน้ำ ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดินประเภทที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะตาม ป.พ.พ.มาตรา 1304(3) ดังนั้นหากจำเลยบุก รุกเข้าไปในที่ดินพิพาทส่วนนี้ซึ่งเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดินก็จะลงโทษจำเลยในความผิดตาม ป.อ. มาตรา362 , 365 หาได้ไม่ เพราะบทบัญญัติดังกล่าวมุ่งประสงค์ลงโทษผู้บุก รุกอสังหาริมททรัพย์ของผู้อื่น ไม่ใช่ลงโทษผู้บุก รุกที่สาธารณะสมบัติของแผ่นดิน
