
การบังคับชำระหนี้และค่าเสียหาย
การทำสัญญากู้ยืมหรือสัญญาทางแพ่งอื่น ๆ ย่อมมีเป้าหมายหลักคือให้คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายปฏิบัติตามข้อตกลงร่วมกัน โดยเฉพาะในกรณีที่มีการกู้ยืมเงิน เจ้าหนี้ย่อมมีความคาดหวังว่าจะได้รับเงินคืนตามเวลาที่ตกลงไว้ อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติมักมีกรณีที่ลูกหนี้ไม่ยอมชำระหนี้ตามกำหนด ส่งผลให้เจ้าหนี้ต้องใช้สิทธิทางกฎหมายเพื่อให้ได้รับการชดใช้ ซึ่งกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยได้บัญญัติสิทธิในการบังคับ ชำระหนี้ไว้ชัดเจนใน มาตรา 213
สิทธิของเจ้าหนี้เมื่อลูกหนี้ผิดนัด
เมื่อมีการผิดสัญญาหรือผิดนัดชำระหนี้ เจ้าหนี้สามารถใช้สิทธิดังต่อไปนี้ตามมาตรา 213 และบทบัญญัติอื่นที่เกี่ยวข้อง:
-
ฟ้องร้องต่อศาล เพื่อให้มีคำพิพากษาบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตามสัญญา
-
เรียกร้องค่าเสียหาย จากการผิดสัญญา เช่น ค่าดอกเบี้ยผิดนัด ค่าทนายความ ค่าธรรมเนียมศาล
-
อายัดทรัพย์หรือเงินเดือนของลูกหนี้ ภายหลังจากมีคำพิพากษาถึงที่สุด
-
บังคับคดี ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เช่น การยึดทรัพย์ขายทอดตลาด
มาตรา 213 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 213 บัญญัติว่า:
“ ถ้าลูกหนี้ละเลยเสียไม่ชำระหนี้ของตน เจ้าหนี้จะร้องขอต่อศาลให้สั่งบังคับ ชำระหนี้ก็ได้ เว้นแต่สภาพแห่งหนี้จะไม่เปิดช่องให้ทำเช่นนั้นได้
วรรคสอง เมื่อสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับชำระหนี้ได้ ถ้าวัตถุแห่งหนี้เป็นอันให้กระทำการอันหนึ่งอันใด เจ้าหนี้จะร้องขอต่อศาลให้สั่งบังคับให้บุคคลภายนอกกระทำการอันนั้นโดยให้ลูกหนี้เสียค่าใช้จ่ายให้ก็ได้ แต่ถ้าวัตถุแห่งหนี้เป็นอันให้กระทำนิติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งไซร้ ศาลจะสั่งให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ก็ได้
วรรคสาม ส่วนหนี้ซึ่งมีวัตถุเป็นอันจะให้งดเว้นการอันใด เจ้าหนี้จะเรียกร้องให้รื้อถอนการที่ได้กระทำลงแล้วนั้นโดยให้ลูกหนี้เสียค่าใช้จ่าย และให้จัดการอันควรเพื่อกาลภายหน้าด้วยก็ได้
วรรคสี่ อนึ่งบทบัญญัติในวรรคทั้งหลายที่กล่าวมาก่อนนี้ หากระทบกระทั่งถึงสิทธิที่จะเรียกเอาค่าเสียหายไม่ “
การบังคับชำระหนี้โดยเฉพาะเจาะจง (มาตรา 213 วรรค หนึ่ง)
เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ เจ้าหนี้มีสิทธิบังคับให้ลูกหนี้ ชำระหนี้โดยเฉพาะเจาะจง ตามบทบัญญัติมาตรา 213 วรรคหนึ่ง และเรียกค่าเสียหายตาม มาตรา 213 วรรคท้าย โดยไม่จำต้องบอกเลิกสัญญา หรืออาจใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามข้อสัญญาหรืออาศัยหลักเกณฑ์ ตามมาตรา 387-389 หรือบทกฎหมายที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะก็ได้ ซึ่งถือเป็นสิทธิของเจ้าหนี้ ที่จะเลือกดำเนินการ (ฎีกา 6705/2541)
แสดงว่าหากลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ เจ้าหนี้ไม่จำต้องบอกเลิกสัญญา แต่ใช้สิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้และค่าเสียหายจากการไม่ชำระหนี้ของลูกหนี้ได้
แต่ถ้าใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแล้ว จะบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตามมูลหนี้อีกไม่ได้ คงเรียกได้แต่ค่าเสียหายประการเดียว (ฏีกา 325/2556, 2568/2521, 982/2513(ป.))
ฎีกา 325/2556
เมื่อโจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายแล้ว ก็ย่อมจะบังคับให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาอีกไม่ได้ การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่เป็นฝ่ายผิดสัญญาเรียกร้องค่าบำรุงศาสนสมบัติกลางที่ค้างชำระ และเงินค่าที่โจทก์ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในอาคารอเนกประสงค์ ซึ่งถ้าจำเลยไม่ผิดสัญญาจำเลยจะต้องสร้างให้โจทก์นั้น ถือได้ว่าโจทก์ฟ้องบังคับจำเลยให้ปฏิบัติตามสัญญา ซึ่งโจทก์จะใช้สิทธิดังกล่าวไม่ได้เพราะโจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาและสัญญาไม่มีผลบังคับแล้ว โจทก์จึงไม่อาจเรียกให้จำเลยชำระเงินดังกล่าวได้
กรณีสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับ ชำระหนี้เฉพาะเจาะจงได้
- กรณีวัตถุแห่งหนี้เป็นหนี้กระทำการ เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องต่อศาลให้สั่งบังคับให้บุคคลภายนอกกระทำการนั้นโดยให้ลูกหนี้เสียค่าใช้จ่ายให้ก็ได้ (มาตรา 213 วรรคสอง) แต่กรณีลูกหนี้ต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากอสังหาริมทรัพย์ไป ตกอยู่ในบังคับ ป.วิ.พ. ที่จะให้อำนาจเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้รื้อถอน (ป.วิ.พ. มาตรา 355 ที่แก้ไขใหม่) เจ้าหนี้จะฟ้องและมีคำขอให้ศาลบังคับบุคคลภายนอกหรือให้ตนเองเป็นผู้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างไม่ได้ (ฎีกา 94/2555, 3486/2542 )
ฎีกา 3486/2542
ปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิขอให้ศาลพิพากษาตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ว่า ถ้าจำเลยไม่ดำเนินการรื้อถอนก็ให้โจทก์หรือบุคคลภายนอกเป็นผู้รื้อถอนโดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้หรือไม่นั้น ป.วิ.พ. มาตรา 296 ทวิ(เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับการบังคับคดีตามคำพิพากษา ได้บัญญัติกรณีเช่นนี้ให้เป็นอำนาจของเจ้าพนักงานบังคับคดี ที่จะดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าว จึงนำ ป.พ.พ. มาตรา 213 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายสารบัญญัติมาใช้บังคับไม่ได้
2.กรณีวัตถุแห่งหนี้เป็นการให้ทำนิติกรรม ศาลจะสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาก็ได้ (มาตรา 213 วรรคสอง)
การขอถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
ใช้เฉพาะกรณีการทำนิติกรรมสัญญา เท่านั้น (ฎีกา 1113/2561, 13070/2558) ดังนั้น การที่ศาลพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่พิพาทและทำให้อยู่ในสภาพเดิม หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนานั้น จึงไม่ถูกต้อง (ฎีกา 7091/2542) หรือ ขอถือเอาคำพิพากษาแทนการบังคับชำระหนี้อย่างอื่นไม่ได้ เช่นกัน เช่น ส่งมอบโฉนดที่ดิน (ฎีกา 167/2560, 2140/2559, 11574/2555 )
กรณีมีคำพิพากษาให้หย่าซึ่งเป็นนิติกรรม คู่กรณีเพียงแต่ยื่นคำพิพากษาถึงที่สุดที่รับรองถูกต้องต่อนายทะเบียนให้บันทึกการหย่าไว้ในทะเบียน ศาลจึงไม่ต้องสั่งในคำพิพากษาให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา (ฎีกา 2141/2531 )
ฎีกา 2141/2531
การจดทะเบียนหย่าโดยคำพิพากษาตาม ป.พ.พ.มาตรา 1531 วรรคสอง คู่สมรสไม่จำต้องไปแสดงเจตนาขอจดทะเบียนการหย่าต่อนายทะเบียน อีกทั้งตาม พ.ร.บ.จดทะเบียนครอบครัว พ.ศ. 2478 มาตรา 16 ก็บัญญัติ ให้ผู้มีส่วนได้เสียเพียงแต่ยื่นสำเนาคำพิพากษาอันถึงที่สุดที่รับรองถูกต้องแล้วต่อนายทะเบียนและขอให้นายทะเบียนบันทึกการหย่าไว้ในทะเบียนเท่านั้น ศาลจึงไม่จำต้องสั่งคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่า หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย
กรณีที่ถือว่าสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับชำระหนี้ได้
เช่น ขณะทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ผู้จะขายไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินที่จะซื้อ สัญญาจะซื้อจะขายสมบูรณ์เพราะเป็นการโอนกรรมสิทธิที่ดินกันในภายหน้า แต่การที่ต่อมาผู้จะขายไม่อาจโอนที่ดินให้ผู้จะซื้อได้ เป็นกรณีสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับชำระหนี้ได้ (ฎีกา3831/2537) ผู้จะซื้อคงเรียกได้แต่ค่าเสียหายจากการผิดสัญญาตามมาตรา 213 วรรคท้าย
สิทธิในการเรียกค่าเสียหาย
ตามมาตรา 213 วรรคท้าย บัญญัติว่า “อนึ่ง บทบัญญัติทั้งหลายดังกล่าวมาไม่กระทบถึงสิทธิที่จะเรียกเอาค่าเสียหาย” เมื่อประกอบมาตรา 213วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกรณีลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ แสดงว่าสิทธิเรียกค่าเสียหายตามมาตรา 213 วรรคท้าย ต้องเป็นกรณีลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ ดังนี้ การฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉลจึงไม่อาจเรียกค่าเสียหาย ตามมาตรานี้ได้ (ฎีกา 8429/2538 )
การบังคับ ชำระหนี้จากทรัพย์สินของลูกหนี้ (มาตรา 214)
ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งมาตรา 733 เจ้าหนี้มีสิทธิที่จะให้ชำระหนี้ของตนจากทรัพย์สินของลูกหนี้จนสิ้นเชิง รวมทั้งเงินและทรัพย์สินอื่นๆ ซึ่งบุคคลภายนอกค้างแก่ลูกหนี้ด้วย (มาตรา 214)
เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์ อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแก่การนั้นได้ (มาตรา 215 )
การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยระหว่างลูกหนี้ผิดนัด (มาตรา 217)
ลูกหนี้ต้องรับผิดชอบในความเสียหายบรรดาที่เกิดแต่ความประมาทเลินเล่อในระหว่างเวลาที่ตนผิดนัด ทั้งจะต้องรับผิดชอบในการที่การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเพราะอุบัติเหตุอันเกิด ในระหว่างเวลาที่ผิดนัดด้วย เว้นแต่ความเสียหายนั้น ถึงแม้ว่าตนเองจะได้ชำระหนี้ทันเวลากำหนดก็คงจะต้องเกิดมีอยู่นั้นเอง (มาตรา 217 )
