
ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย (มาตรา 290 )
องค์ประกอบ มิได้มีเจตนาฆ่า แต่ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย
จำเลยเจตนาทำร้ายผู้ตาย ผู้ตายถึงแก่ความตายเพราะเกิดอาการตกใจ ทำให้หัวใจวาย เนื่องจากมีโรคเดิมอยู่ก่อนแล้ว ถือว่าความตายเป็นผลโดยตรงจากการทำร้ายของจำเลย จำเลยจึงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 290 (ฎีกา 5698/2554, 1593/2542, 3742/2541)
การป้องกันล่วงหน้าโดยปล่อยกระแสไฟฟ้า
ติดไฟฟ้าไว้กันขโมย
การปล่อยกระแสไฟฟ้าขนาด 220 โวลต์ไปตามเส้นลวดเพื่อไม่ให้ผู้ใดเข้าไปในเขตที่กำหนด ถือว่ามีเจตนาทำร้าย (ฎีกา 1999/2511 (ป) ,4884/2528, 1623/2519, 64920/2548, 191/2549, 9794/2552) ดังเหตุผลตาม ฎีกา 1999/2511(ป) ที่ว่ากระแสไฟฟ้าขนาดดังกล่าวเป็นไฟฟ้าแรงต่ำ เพราะปรากฎว่าเคยมีคนถูกกระแสไฟฟ้าจากลวดดูดคนมาก่อนแล้ว แต่ไม่ตายย่อมแสดงว่า ไฟไม่แรงพอที่จะทำให้ตายอันถือว่ามีเจตนาฆ่า เป็นความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายตามมาตรา 290 ไม่ใช่ประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย
ฎีกา 1999/2511(ป)
การที่จำเลยใช้เส้นลวดที่ไม่มีวัตถุใดๆห่อหุ้มขึงทางด้านบนของรั้วโรงภาพยนต์ของจำเลย แล้วปล่อยกระแสไฟฟ้า 220 โวลต์ไปตามเส้นลวดนั้นเพื่อป้องกันมิให้คนข้ามรั้วเข้าลอบดูภาพยนต์ทางรูฝาโรงภาพยนต์เป็นการกระทำที่จำเลยมิได้มีเจตนาฆ่า แต่เจตนาทำร้ายผู้อ่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายตาม ป.อ.มาตรา 290 ไม่ใช่ประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย
การป้องกันล่วงหน้า
การปล่อยกระแสไฟฟ้าผ่านไปตามเส้นลวดขึง ถือว่ามีเจตนาทำร้ายผู้อื่นที่มาถูกไฟฟ้าดูด แต่จำเลยกระทำเพื่อป้องกันคนร้ายมิให้เข้าไปลักทรัพย์ เมื่อคนร้ายถูกกระแสไฟฟ้าดูดถึงแก่ความตาย เดิมวินิจฉัยว่าเป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุ (ฎีกา 1923/2519) แต่ต่อมาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หากทรัพย์ที่ป้องกันมีมูลค่าเล็กน้อย ย่อมไม่ได้สัดส่วนกับการกระทำของจำเลย การใช้กระแสไฟฟ้าแรงเคลื่อนสูงถึง 220 โวลต์ เป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ (ฎีกา 9794/2552 , 6490/2548, 191/2549)
ฎีกา 9794/2552
จำเลยเป็นเจ้าของสวนผลไม้ที่เกิดเหตุซึ่งมีรั้วลวดหนามล้อมทั้งสี่ด้าน ก่อนเกิดเหตุจำเลยขึงลวด 1 เส้น จากทิศเหนือไปยังทิศใต้ สูงจากพื้นดินประมาณ 50 เซ็นติเมตร ขวางกึ่งกลางสวนแล้วปล่อยกระแสไฟฟ้าขนาด 220 โวลต์ ผ่านเส้นลวดเพื่อป้องกันคนร้าย โดยมีเจตนาให้กระแสไฟฟ้าทำร้ายร่างกายเนื่องจากเคยมีคนร้ายเข้าไปลักผลไม้กับทรัพย์สินอื่นๆ ต่อมาในวันเวลาเกิดเหตุผู้ตายอายุ 14 ปีเศษ กับ ต.อายุ 15 ปี เข้าไปในสวนของจำเลยโดยพังรั้วเข้าไปเพื่อจะลักกระท้อนในสวนแล้วผู้ตายเดินไปถูกเส้นลวดที่จำเลยปล่อยกระแสไฟฟ้าไว้ เป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายนั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าขณะเกิดเหตุผู้ตายกับ ต.มีอาวุธใด ๆ ติดตัว ประกอบกับผลไม้ที่เข้าไปเพื่อจะลักน่าจะราคาไม่มากนัก ดังนี้หากจำเลยพบเห็นผู้ตายกับพวกในขณะเกิดเหตุ จำเลยย่อมสามารถใช้วิธีอื่นที่รุนแรงน้อยกว่าการทำร้ายร่างกาย กระทำต่อผู้ตายเพื่อป้องกันสิทธิของตนให้บรรลุได้ไม่ยาก การกระทำของจำเลยจึงเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ
ข้อสังเกต
คำพิพากษาศาลฎีกาข้างต้นได้นำราคาทรัพย์มาเป็นเกณฑ์พิจารณาว่าเป้นการป้องกันพอควรแก่เหตุหรือไม่ แต่ฎีกาที่ 7650/2553 วินิจฉัยการปล่อยกระแสไฟฟ้าแรงเคลื่อนสูง 220 โวลต์ ผ่านเส้นลวดเป็นการป้องกันทรัพย์ เมื่อไปถูกคนร้ายถึงแก่ความตาย เป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุตาม ป.อ. มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 69 ทั้งนี้โดยมิได้นำราคาทรัพย์มาพิจารณาด้วย
ฎีกา 7650/2553
จำเลยขึงลวดและปล่อยกระแสไฟฟ้าไว้บริเวณหน้าต่างห้องพักของจำลยเพื่อป้องกันขโมยเข้ามาลักทรัพย์ในห้องพักของจำเลย จนเป็นเหตุให้เด็กชาย ก. บุตรเลี้ยงของจำเลย ซึ่งลักลอบปีนหน้าต่าง เพื่อเข้าไปลักทรัพย์ในห้องพักของจำเลยถูกกระแสไฟ้าซ็อตถึงแก่ความตาย แม้การกระทำของผู้ตายจะถือเป็นการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและต่อทรัพย์สินของจำเลยที่จำเลยมีสิทธิที่จะป้องกันทรัพย์สินของตนได้ แต่พฤติการณ์ที่จำเลยต่อและปล่อยกระแสไฟฟ้าแรงสูงถึง 220 โวลต์ ไปตามเส้นลวดที่ไม่มีฉนวนหุ้มนั้นย่อมเป็นอันตรายร้ายแรง โดยสภาพที่สามารถที่ทำให้ผู้อื่นที่ไปสัมผัสถูกถึงแก่ความตายได้ ดังนั้น แม้จะเป็นการป้องกันคนร้ายที่จะเข้ามาลักทรัพย์สินในห้องพักของจำเลยและทำร้ายจำเลยกับภรรยาได้ แต่การกระทำของจำเลยก็เป็นการเกินสมควรแก่เหตุหรือเกินกว่ากรณีแห่งการจำเป็นต้องกระทำเพื่อป้องกันตาม ป.อ. มาตรา 69 (ผิดตาม ป.อ. มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 69 )
