หลักกฎหมายอาญา: ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำกับผล

หลักกฎหมายอาญา: ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำกับผล
ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำกับผล

หลักกฎหมายอาญา: ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำกับผล

ระบบกฎหมายอาญา “การกระทำ” และ “ผล” ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของความผิดทางอาญา โดยเฉพาะในกรณีความผิดที่เกิดจากการกระทำอย่างมีเจตนา ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำกับผลจึงเป็นประเด็นหลักที่ศาลต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อชี้ชัดว่าผู้กระทำควรรับผิดหรือไม่


ความหมายของ “การกระทำ” และ “ผล” ตามกฎหมายอาญา

ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1(4)

“การกระทำ” หมายความว่า การกระทำหรือละเว้นการกระทำ ซึ่งต้องตามกฎหมายว่าเป็นความผิด

โดยทั่วไป “การกระทำ” อาจหมายถึง:

  • การกระทำที่เป็น กายภาพ เช่น การใช้กำลังทำร้าย การยิง การขโมย

  • การ ละเว้นการกระทำ ซึ่งผู้กระทำมีหน้าที่ตามกฎหมายหรือสัญญา เช่น พ่อแม่ไม่ให้อาหารลูกจนตาย

ส่วน “ผล” หมายถึง ผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำ ซึ่งกฎหมายถือว่าเป็นผลของความผิด เช่น การบาดเจ็บ การเสียชีวิต หรือความเสียหายต่อทรัพย์สิน


เงื่อนไขของความรับผิด

การที่บุคคลหนึ่งจะถูกลงโทษในคดีอาญาได้ ต้องปรากฏว่ามีการกระทำหรือการละเว้นที่ก่อให้เกิดผล และผลนั้นต้องเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของผู้กระทำ ซึ่งเรียกตามหลัก “ความสัมพันธ์ในเชิงเหตุและผล” (Causation)

หลักเหตุและผล (Causation)

ต้องอาศัย หลักเหตุและผล (Cause-in-fact) และ เหตุโดยนิติ (Legal cause หรือ Proximate cause)

1. เหตุแท้จริง (Cause-in-fact)

ใช้หลัก “เงื่อนไขที่ขาดไม่ได้” (But-for Test) หมายถึง หากไม่มีการกระทำของจำเลย ผลจะเกิดขึ้นหรือไม่?

ตัวอย่าง:
จำเลยยิงผู้ตาย ถ้าไม่ได้ยิง ผู้ตายจะไม่ตาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นเหตุโดยตรง

2. เหตุโดยนิติ (Legal cause)

แม้จะมีความเกี่ยวข้องกันทางเหตุแท้จริง แต่ถ้าผลที่เกิดขึ้นนั้น อยู่ไกลเกินไป หรือมีเหตุแทรกอื่นเข้ามาอย่างมีนัยสำคัญจนขาดความสัมพันธ์ทางนิติ ก็อาจทำให้ผู้กระทำพ้นความรับผิดได้

ตัวอย่าง:
จำเลยทำร้ายผู้เสียหายให้บาดเจ็บเล็กน้อย แต่ผู้เสียหายไม่ยอมไปโรงพยาบาลและเสียชีวิตจากติดเชื้อ การพิจารณาความสัมพันธ์ทางนิติอาจต้องดูว่าผู้กระทำควรรับผิดถึงผลตายหรือไม่


ตัวอย่างฎีกา

ฎีกาที่ 4976/2538

จำเลยขับรถชนผู้ตายได้รับบาดเจ็บ แต่ไม่ได้ลงมาดูหรือเรียกรถพยาบาล จนผู้ตายเสียชีวิต ศาลเห็นว่าการละเว้นของจำเลยมีผลต่อความตาย เพราะหากรีบพาไปรักษา ผู้ตายอาจไม่ตาย

ศาลชี้ว่า การกระทำ (ชน) และการละเว้น (ไม่ช่วยเหลือ) มีความสัมพันธ์กับผล (เสียชีวิต)

ฎีกาที่ 6668/2556

จำเลยวางยาพิษในอาหาร แต่ผู้เสียหายกินไปน้อยและตายจากการแพ้อาหาร ไม่ใช่จากพิษ ศาลจึงวินิจฉัยว่า “ผลตาย” ไม่ได้เกิดจากการกระทำของจำเลยโดยตรง จึงไม่มีความสัมพันธ์ในทางกฎหมาย


ข้อพิจารณาอื่นในการพิสูจน์

1. การแทรกแซงของเหตุอื่น (Intervening cause)

หากมีเหตุอื่นที่เกิดขึ้นภายหลังและมีผลมากกว่าการกระทำเดิม อาจทำให้ความสัมพันธ์ถูกตัดขาด เช่น แพทย์รักษาผิดอย่างร้ายแรง

2. พฤติกรรมของผู้เสียหาย

หากผู้เสียหายประมาทเลินเล่อในลักษณะที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ เช่น ดึงท่อออกเองจนเสียชีวิต อาจตัดความรับผิดของจำเลยได้

3. การกระทำร่วมหลายคน

หากมีผู้กระทำหลายคน ต้องพิจารณาว่าแต่ละคนมีบทบาทเพียงใด และผลนั้นเกิดจากใครโดยตรง หรือเกิดจากการร่วมกันทำ


ความสำคัญของหลักนี้ในคดีอาญา

หลักนี้ถือว่าเป็นด่านสำคัญในการวินิจฉัยคดีอาญา เพราะแม้จะมีการกระทำผิดจริง แต่หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นเหตุให้เกิดผลที่กฎหมายบัญญัติไว้ การลงโทษก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้

หลักการนี้ยังเป็นเครื่องมือในการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหา โดยทำให้รัฐต้องพิสูจน์ความรับผิดให้ชัดเจน และไม่โยงความผิดโดยอ้อมหรือโดยคาดเดา


ผู้ตายถูกจำเลยทำร้ายโดยมีเจตนาฆ่า การที่ญาติของผู้ตายดึงเครื่องช่วยหายใจและท่อหายใจออกทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย
ถือเป็นผลโดยตรงที่ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ความตายมิไดิเกิดจากการกระทำของจำเลย
จำเลยคงมีความผิดเพียงพยายามฆ่าผู้อื่น ฎีกา659/2532

ฎีกา659/2532

หลังจากที่ผู้ตายถูกทำร้ายแล้ว ได้มีการนำตัวผู้ตายไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล  แพทย์ได้รักษาผู็ตายเบื้องแรกโดยให้น้ำเกลือ ใส่ท่อช่วยหายใจ ผ่าตัดใส่ท่อระบายลมในโพรงปอดข้างซ้าย

เพราะมีลมรั่วออกมาจากทางเดินหายใจ แล้วใส่เครื่องช่วยหายใจให้ผู้ตายด้วย และแพทย์ผู้รักษามีความเห็นว่าหากให้ผู้ตายรักษาตัวที่โรงพยาบาลต่อไปแล้ว โอกาสที่ผู้ตายจะมีชีวิตรอดมีมากกว่าผู้ตายจะถึงแก่ความตาย

การที่ญาติกระทำให้การรักษาสิ้นสุดลงโดยการดึงเครื่องช่วยหายใจและท่อช่วยหายใจออก แล้วพาผู็ตายกลับบ้านและผู้ตายถึงแก่ความตายในคืนนั้น ย่อมถือได้ว่าเป็นผลโดยตรงที่ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย

หาใช่เป็นผลจากการกระทำของจำเลยโดยตรงไม่ เพราะเมื่อผู้ตายอยู่ในความดูแลรักษาของแพทย์แล้วผู้ตายย่อมเป็นผู้อยู่ในสภาพที่มีโอกาสมีชีวิตอยู่รอดสูง การกระทำของจำเลยจึงมีความผิดเพียงฐานพยายามฆ่าผู้ตาย

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Scroll to Top